ถือว่าได้ดูช้าพอสมควรกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมได้แวะไปที่ร้านแมงป่อง
สาขาแหลมทองบางแสน เพื่อที่จะไปหาดูหนังลดราคา และก็ได้เจอกับ
The Diving Bell and the Butterfly ซึ่งก็นึกได้ทันทีว่าอยากดูมาตั้งนานแล้ว
ก็เลยซื้อมาเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัวด้วยราคา 89 บาท
(มารู้ตอนหลังว่าร้านอื่นๆ เค้าขายกัน 79 บาท 55+)
 
 
ภาพยนตร์เรื่อง The Diving Bell and the Butterfly ได้เรื่องเรื่องราวของ
ฌอง โดมินิค โบบี้ (รับบทโดย มาธิเออร์ อัลมาริค นักแสดงชาวฝรั่งเศส)
อดีตบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่นชื่อดังอย่าง Elle ในขณะที่เขาป่วยด้วยโรค
Lock in Syndrome คือเป็นอัมพาตทั้งตัว อวัยวะเพียงอย่างเดียวที่ขยับได้ก็คือ
ดวงตาข้างซ้าย (เพราะว่าตาข้างขวาถูกเย็บปิดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ)
หมอและพยาบาลต่างหาวิธีที่จะช่วยให้ การสื่อสารของโบบี้ดีขึ้นด้วยการอ่าน
ตัวอักษรทีละตัว และเมื่อถึงตัวที่ใช่ก็ให้เขากระพริบตา ในตอนแรกโบบี้ท้อใจ
ที่จะสื่อสารด้วยวิธีนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็ฮึดสู้ด้วยอีกครั้ง สิ่งที่ถือว่าเป็น
การประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ก็คือ การเขียนหนังสือเกี่ยวกับตัวเขาเอง
โดยให้พนักงานของสำนักพิมพ์มาช่วยในการจดบันทึกตัวอักษรทีละตัว
จนได้ออกมาเป็นหนังสือที่ชื่อว่า The Diving Bell and the Butterfly
แต่สุดท้ายแล้ว ฌอง โดมินิค โบบี้ เสียชีวิตจากอาการปอดบวม
หลังจากที่หนังสือของเขาได้วางจำหน่ายเพียงไม่กี่วัน
 
 
ตอนแรกที่ดูจบ ผมรู้สึกว่าเหมือนตอนที่ตัวเองกำลังท้อแท้มากๆ
เมื่อเราท้อก็ไม่อยากที่จะทำอะไรอีกเลย แต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา
 เรื่องที่เคยทำ และเรื่องที่อยากทำแต่ไม่มีโอกาสได้ทำ ก็ทำให้เราเกิด
กำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง ในฉากหนึ่งที่พ่อของโบบี้ (รับบทโดย แม็กซ์ ฟอน ซีโดว์)
โทรศัพท์มาหาเขาแล้วบอกเขาว่า เราทั้งสองคนเหมือนถูกกักขัง
โบบี้ถูกขังอยู่ในร่างกายที่ขยับไม่ได้ ส่วนตัวเขาเองก็เป็นชายแก่อายุ 90
ที่ถูกขังอยู่ในอพาร์ตเมนท์ เพราะไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้อย่างใจ
ได้ดูฉากนี้แล้วถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่จริงๆ (ไม่ได้ร้องไห้เพราะดูหนังมานานแล้ว)
 

ถึงแม้ว่าโบบี้จะขยับร่างกายไม่ได้ แต่สิ่งที่เขายังสามารถขยับได้ก็คือ จินตนาการ
เขาอยากไปที่ไหนกับใครในความคิดของเขาเองก็ได้ อาการ Lock in Syndrome
ขังเขาได้แค่ร่างกาย แต่กักขังจิตใจที่เป็นอิสระของเขาไม่ได้ อีกสิ่งหนึ่งที่ยังทำให้
เขามีกำลังใจก็คือ คนรอบข้างของเขา โดยเฉพาะครอบครัวของเขา ภรรยาที่แม้จะ
ไม่ได้รักกันเหมือนเดิมแล้ว แต่ก็ยังมาคอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ลูกๆ ทั้ง 3 ที่ไม่เคย
รังเกียจเขา แม้ว่าเขาจะนั่งหน้าเบี้ยวปากบิดน้ำลายไหลเยิ้ม ลูกชายของเขาก็ยัง
เดินมาเช็ดน้ำลายให้ด้วยความห่วงใย เป็นสิ่งที่โบบี้คาดไม่ถึงจริงๆ
เพราะในตอนแรกที่เขาป่วย เขาไม่อยากให้ภรรยาของเขานำลูกๆ มาที่นี่
กลัวว่าเด็กๆ จะรับไม่ได้ และสิ่งที่เขาได้รับก็คือ ความรักและห่วงใยของครอบครัว
ตัวหนังเองนำเสนอภาพในช่วงแรกด้วยภาพแทนสายตาของโบบี้ที่มองไปยังสิ่งต่างๆ
รอบตัวเขา และเรายังไม่รู้ว่าสภาพของเขาเป็นอย่างไร เมื่อผ่านไปสักพัก
เราก็เริ่มได้เห็นเขาจากภาพสะท้อนในกระจก จนประมาณเกือบครึ่งเรื่องเราจึงได้เห็นโบบี้
แบบเต็มตัว ในทุกครั้งที่เขาอยู่คนเดียว เราก็จะได้เห็นอดีตของโบบี้และจินตนาการของเขา
มันทำให้เรารู้สึกถึงความรู้สึกของโบบี้ในตอนนั้น ทั้งเป็นห่วงและลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
แม้เราจะรู้ตอนจบของหนังเรื่องนี้แล้ว แต่เราก็ยังอยากรู้ว่าหนังจะจบอย่างไร
แม้เราจะรู้ตอนจบของหนังเรื่องนี้แล้ว แต่เราก็ยังอยากรู้ว่าหนังจะจบอย่างไร
ถ้าเพื่อนๆ คนไหนเคยดูแล้วก็เล่าสู่กันฟังได้นะครับ แต่ถ้าใครยังไม่เคยดู
และเป็นคนที่ชอบดูหนังดรามาเหงาๆ The Diving Bell and the Butterfly
ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ผมแนะนำครับ
 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แค่ที่คุณเล่ามาก็รู้ว่ายากยิ่งในการสื่อสารแต่ใช้ความพยายามจนเป็นหนังสือหนึ่งเล่มได้ก็ถือว่าเป็นยอดคน
big smile open-mounthed smile confused smile
แล้วจะกลับมาเยือนอีกค่ะ

#1 By Jantaja on 2010-10-20 13:54

อยากดูมานานแล้ว มีแผ่นก็ไม่มีเวลา สงสัยคงต้องไปใช้เวลากับผีเสื้อกับชุดประดาน้ำบ้างแล้วล่ะ :)

#2 By Peacher and Friend on 2010-10-20 17:16

เมื่อไหร่คุณจะอัปไดconfused smile confused smile confused smile

#3 By Jantaja on 2010-10-24 19:57